ปกหนังสือเรื่องนี้มีภาพประกอบเป็นลวดลายสไตล์ตะวันตกในยุคอัศวิน และสไตล์ของเรื่องประกอบด้วยภาพก็เป็นแนวอัศวินผจญภัยแฟนตาซีตามที่นักอ่านสมัยนี้นิยมกันอยู่ แต่สิ่งที่น่าสนใจและบอกได้ว่าเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้จะไม่ธรรมดาคือชื่อผู้แต่ง ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร ผู้เรียนจบด้านจิตวิทยามาจากออสเตรเลียและมีผลงานทั้งรายการ หนังสือ คอลัมน์ต่างๆมากมาย การแต่งหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อความบันเทิงธรรมดาแต่เพื่อนำเสนอการเอาชนะอุปสรรคทางใจที่เป็นนิสัย ความคิด ความรู้สึก ด้วยวิธีทางพุทธจิตวิทยา (พุทธศาสนาที่อธิบายได้ด้วยจิตวิทยา) โดยชื่อคน สิ่งของ สถานที่ ในนิยายแฟนตาซีเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งเป็นภาษาตะวันตกอย่างที่นิยมกัน แต่เป็นภาษาไทยปนบาลี ที่สะท้อนถึงความหมายทงพุทธศาสนาทั้งสิ้น ส่วนปีศาจทั้ง 8 ที่เป็นตัวแทนลักษณะทางลบของจิตใจคนก็มีชื่อที่น่ารัก เป็นการตั้งที่ชาญฉลาด สอดคล้องกันเป็นธีมเดียว และให้ความรู้สึกไม่แปลกแยกไปจากชีวิตประจำวัน นั่นคือ ปีศาจทั้ง 8 ต่างแฝงอยู่ในชีวิตธรรมดาของเราจนเป็นที่คุ้นเคยและไม่ยากเกินไปในการแก้ไข แต่ถ้าหากปล่อยพวกมันไว้ให้ระบาดในสังคมจนครอบงำจิตใจมนุษย์ในทุกๆด้านเมื่อไหร่ ปีศาจเหล่านี้ก็อาจทำให้เกิดหายนะร้ายแรงต่อสังคมมนุษย์ได้ ซึ่งผู้เขียนก็ได้ยกตัวอย่างที่แสดงว่าเขาเข้าใจปัญหาของสังคมเกษตรกรและพ่อค้าทุนนิยมเป็นอย่างดี รวมถึงการที่ปีศาจเหล่านี้กลายเป็นสาเหตุของปัญหาด้วย และแน่นอนเมื่อเขาได้นำเสนอวิธีปราบปีศาจทั้ง 8 ไว้แล้ว ปัญหาสังคมที่เกิดจากความเห็นผิดของมนุษย์เหล่านี้จึงเป็นปัญหาที่มีทางแก้ไขหากใช้หลักพุทธจิตวิทยาที่ถูกต้อง หนังสือเล่มนี้จึงควรค่ายิ่งแก่การอ่านและแนะนำบอกต่อไปสู่สังคม ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือู้ใหญ่ เป็นหนังสือที่อ่านง่ายและสนุกด้วย

ชื่อ "อัศวินอุตุ" เป็นชื่อที่ช่วยทำให้หนังสือมีความตลก น่ารัก น่าเอ็นดู น่าอ่าน น่าสนใจในสายตาของเด็กและผู้ปกครอง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านไม่พบว่า มีเหตุผลใดจากเนื้อเรื่องที่จะมาสนับสนุนให้ต้องตั้งชื่ออัศวินคนนี้ว่าอุตุ นอกจากการบอกสั้นๆว่าเมื่อก่อนขี้เซา แต่พอโตมาหน่อยก็เริ่มขยันจนเป็นอัศวินอย่างปัจจุบัน ซึ่งไม่เกี่ยวกับการดำเนินเรื่อง และเมื่อเรื่องดำเนินไปก็ไม่ได้มีเหตุการณ์ใดที่หยิบเอาความขี้เซาในอดีตมาเล่นเพื่อย้ำการตั้งชื่อว่าอุตุอย่างที่ผู้อ่านคาดหวัง ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้อ่านแนะนำว่าสามารถเสริมได้อีก

การปราบปีศาจของอัศวินอุตุโดยคำแนะนำของปู่ปัญญา ในด้านพุทธจิตวิทยา วิธีการปราบปีศาจตัวแรกสร้างความทึ่งและประทับใจให้กับผู้อ่านมากอีกทั้งยังสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันที แต่เรื่องราวในการปราบปีศาจตัวถัดๆไปกลับอ่อนลง ไม่น่าตื่นเต้นเท่าตัวแรก แม้มันจะเป็นการบอกโดยนัยว่า มีวิธีที่ "ง่าย" ในการปราบปีศาจแต่ละตัวก็ตาม เพราะอุปสรรคที่จบลงอย่างง่ายทำให้ความสนุกพลอยลดลงไปด้วย และกระบวนการที่ทำให้อัศวินถูกปีศาจครอบงำก็ยังไม่ชัดเจนมากนัก สามารถเอามาเน้นและขยายให้คนอ่านคล้อยตามได้มากกว่านี้ ถ้าคนอ่านคล้อยตามปีศาจได้ก็จะรู้สึกอัศจรรย์ใจเมื่ออัศวินอุตุใช้วิธีจากปู่ปัญญาปราบปีศาจสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านก็นับถือผู้เขียนมากที่เอาวิธีการปราบปีศาจมานำเสนอให้เห็นความง่ายนี้

และจากการที่ปู่ปัญญาได้บอกกับอัศวินอุตุไว้ว่า "ตราบใดที่เจ้ายังจำคำสั่งสอนของข้าได้ ก็เท่ากับว่าข้ายังอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ" ทำให้ผู้อ่านคาดหวังว่าจะได้เห็นฉากที่ปู่ปัญญาจากไปจริงๆ ที่จะทำให้อัศวินอุตุต้องพบกับบททดสอบทางปัญญาและกำลังใจที่ใหญ่หลวง แต่ปู่ปัญญาก็ได้แต่อยู่ในที่ปลอดภัย และอัศวินอุตุก็ยังคงมี safe zone คือการได้มาปรึกษาปู่ปัญญาตลอด (ยกเว้นศึกสุดท้ายที่สั้นมากแล้วปู่ปัญญาก็มาเร็วมากด้วย)

อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านชอบและชื่นชมหนังสือเล่มนี้มาก เป็นหนังสือที่มีคุณค่าในทุกๆด้านมากที่สุดตั้งแต่อ่านหนังสือมา และจะติดตามผลงานของผู้เขียน (ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร) ไปเรื่อยๆ หากผู้เขียนต้องการเพิ่มอรรถรสความเข้มข้นให้กับหนังสือประเภทนิยายต่อไป ผู้อ่านคิดว่าผู้เขียนสามารถปรึกษาเพื่อนที่ชื่อ ดร.ป๊อบ (ฐาวรา สิริพิพัฒน์) เจ้าของผลงาน The White Road ที่สนุกตื่นเต้นตลอด 14 เล่ม ได้ทุกเวลาอยู่แล้วค่ะ ^_^ และขอบคุณ ดร.ป๊อบ ที่แนะนำหนังสือเล่มนี้ให้ผู้อ่านได้รู้จักด้วยนะคะ ^_^

สุดท้ายนี้ ขอมอบของขวัญให้ทุกท่านไปหาหนังสือ "อัศวินอุตุ" มาอ่าน แล้วจะได้พบ "ยันต์" ที่ขลังที่สุด ทรงพลังที่สุด และสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ โดยเฉพาะอุปสรรคจากภายในใจเราทุกคน "ยันต์" นี้ไม่ว่าใครก็เป็นเจ้าของได้ ต้องลองอ่านไปเรื่อยๆแล้วจะพบเองค่ะ

วันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน 2560 วารีบอกป้าแมวว่าวันนี้จะไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับ อดัม สมิธ 2 เล่ม ที่ตั้งใจว่าจะซื้อแต่เอาเงินไปซื้ออย่างอื่นมาหลายเดือนแล้ว ความจริงก็ไม่ได้รีบอ่านมาก แต่เนื่องจากว่าอาทิตย์ก่อนได้สำรวจแผงหนังสือไว้แแล้วปรากฏว่ามีเล่มหนึ่งถูกย้ายที่ไปอยู่ข้างล่าง กลัวว่าจะหายไปจากแผง แต่ก็รีบซื้อไม่ได้เพราะยังไม่สิ้นเดือน พอเข้าสุดสัปดาห์ของต้นเดือนใหม่ก็เลยออกมาที่เซ็นทรัลทันที เราสนุกสนานกับการสำรวจและวิจารณ์สินค้าครัวเรือนในซูเปอร์มาร์เก็ต ป้าแมวไม่ได้ซื้ออะไร ส่วนวารีกำลังเสพติดอาหารเช้าซีเรียลก็เลยต้องเข้ามา เราค้นพบช็อกโกแลตที่กล่องประดับรูปหมาแมวใส่คอสตูมคนดังประมาณสิบหน้า มีไมเคิลแจ็กสันเป็นต้น ซึ่งทำให้วารีกิ๊วก๊าวมากแต่พอเห็นราคาแท่งละเกือบสองร้อยก็เป็นอันต้องลบแผนการสะสมแพ็คเกจจิ้งสินค้าชุดนี้ออกไป หรือจะเป็นขวดและหลอดโลชั่นและครีมอาบน้ำหน้าตาป๊องแป๊งจากแบรนด์ขนมหวานอย่าง Chupa Chups ที่เห็นแล้วอยากจะกินมากถ้ามันไม่ได้ติดสติ๊กเกอร์ว่าห้ามรับประทาน เราเดินกันเป็นชั่วโมงๆ เวลาในซูเปอร์มาร์เก็ตที่วารีได้มาเดินด้วยกัน2คนกับป้าแมวเป็นเวลาที่มีความสุขมากและไม่เคยเบื่อ

เราออกมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตพร้อมถุงใส่ขวดนมสดกับกล่องอาหารเช้าซีเรียล ตั้งใจว่าจะตรงไป B2S ที่วารีจำพิกัดหนังสือ อดัม สมิธ พร้อมจะพุ่งตรงไปได้อย่างดี แต่การเดินจาก Tops ไป B2S มันจะต้องผ่านร้าน Se-Ed แล้ววารีก็เลี้ยวเข้าไปในร้าน Se-Ed  

หนังสือเล่มแรกบนมุมเชลฟ์ที่ร้านซีเอ็ดโปรโมทอย่างเตะตาคือ "ขุนเขาเกาสมอง" ที่เห็นมานานมากและไม่เคยย้ายไปไหนสักที เนื่องจากไม่ได้ถูกใจใบหน้าของขุนเขาที่ดูแล้วชวนให้เป็นโรคจิตเพราะอาจจะถูกภาพที่ออกแบบมาให้เกาสมอง แล้วยังตั้งชื่อหนังสือว่าเกาสมองเหมือนหนังสือขายดีเมื่อสิบปีก่อนของคุณชายเกา คุณดำรง วงษ์โชติปิ่นทอง อีก วารีก็เลยเดินผ่านเหมือนที่ทำมาทุกเดือนแม้ว่าคราวนี้จะได้เห็นเรื่องของขุนเขามาบ้างจาก page ของ Dr.Pop แต่ก็ยังคิดว่าหนังสือเล่มนี้คงจะยังอยู่ที่เดิมต่อไปอีกหลายเดือน ยังไงก็จะเก็บเงินไว้ซื้อหนังสืออดัมสมิธก่อน เดินวนรอบเชลฟ์ เห็นหนังสือ "ไปใช้ชีวิตซะ" ของ Dr.Pop พิมพ์ครั้งที่8แล้ว วารีซื้อไปเมื่อพิมพ์ครั้งที่4เมื่อเดือนที่แล้ว ผ่านไปไม่กี่เดือน พิมพ์ซ้ำเยอะมาก ยินดีด้วย ตอนนี้ก็ไม่ขาดตลาดแล้ว เดินวนเชลฟ์อีก เจอหนังสือ Basic Retouch ด้วย Photoshop CC จาก Infopress รู้สึกแปลกที่มาวางอยู่เชลฟ์นี้เลยหยิปเปิดดูพบว่ารูปตัวอย่างสวยมาก วารีไม่ซื้อหนังสือประเภทนี้มานานเพราะรูปตัวอย่างหลายเล่มไม่ผ่านมาตรฐานวารี แต่เล่มนี้งานดีมาก แล้วเทคนิคที่มากับเวร์ชั่นใหม่ของ Photoshop หลายตัวก็ทำให้วารีร้อง "ห๊ะ(มันทำได้ด้วยเหรอ)" นานๆทีจะเจอหนังสือประเภทนี้ผ่านเกณฑ์ เลยหยิบมา ลดอดัมสมิธไปเล่มนึงละกันนะ เดินวนเชลฟ์ต่อ สะดุดใจกับภาพปกนิยายแจ่มใสที่มาวางอยู่กลางกองหนังสือฮาวทูก็เลยหยิบออกมา พบว่าด้านล่างเป็นหนังสือคนละเรื่องกัน มันวางทับหนังสือปกสีชมพูแป๋นที่มีชื่อ ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร เป็นผู้เขียน เพิ่งรู้ว่าขุนเขาเขียนหนังสือหลายเล่ม แล้วชื่อหนังสือคือ "สมองสงสัย ใจตอบ" ชอบชื่อมากชัดเจนดี ก็เลยหยิบมาดูด้านหลัง ห๊ะ! พิมพ์กับ DMG ของคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย.. ห๊ะ! คำนิยมโดย ท่าน ว.วชิรเมธี.. ห๊ะ! พี่ครูหนูดีก็เขียนคำนิยมให้ด้วย ดูดีมาก ขอจ่ายเล่มนี้ด้วยละกันนะ แล้วพอเงยหน้า ก็เจอ "อัศวินอุตุกับปีศาจทั้งแปด" อีกเล่มของขุนเขา ที่ Dr.Pop ได้เอาไปแนะนำใน page ของตัวเองด้วย ทีแรกไม่ได้สนใจมากแต่หลังจากเห็นคำนิยมจากหนังสือเล่มก่อนก็เริ่มสนใจเล่มนี้ด้วย เอาเป็นว่ารอต่อไปอีกเดือนละกันนะ อดัมสมิธ วารีจะหยิบขุนเขาสองเล่มนี้ไปจ่ายก่อนล่ะ (ส่วนหนังสือเกาสมองคิดว่ามันคงไม่หายไปแน่ๆ เลยไม่ได้ซื้อมาด้วยในรอบนี้)

วารีกลับบ้าน ทำข้าวคลุกปลาทูให้แมว อาบน้ำ แล้วไล่อ่านคำนำหนังสือใหม่เพื่อตัดสินใจว่าจะอ่านเล่มไหนก่อนสำหรับคืนนี้ ติดใจคำนำของหนังสือ อัศวินอุตุ ที่ทิ้งท้ายว่า "แต่ระวังจะไม่ได้นอนเท่านั้นเอง!" ตอนนี้ประมาณ3ทุ่ม มีเวลาพอเหมาะก็เลยเลือกอ่านอัศวินอุตุเป็นเล่มแรก จะได้นอนกลางดึกเมื่ออ่านหนังสือที่ดูเหมือนนิยายแฟนตาซีจบก่อนนอน แต่อยู่ๆป้าแมวก็เรียกวารีไปเหยียบขา ป้าแมวกำลังนอนดูละครอยู่หน้าทีวี วารีเข้าไปห้องป้าแมวแล้วขึ้นเหยียบต้นขา2ข้างของป้าแมวโดยหันหลังให้ทีวีแต่ฟังเสียงละครช่อง7ไปพลาง วารีนวดใครด้วยมือไม่เป็นแต่ถูกฝึกให้เหยียบขาให้ลุงหมอกับป้าแมวมาตั้งแต่เด็ก จากการสัมผัสต้นขาของป้าแมวด้วยอุ้งเท้าของวารีครั้งนี้พบว่ากล้ามเนื้อต้นขาไม่แข็งเป็นก้อนแต่ตึงมากเป็นบริเวณกว้าง ต้องนวดนานหน่อย วารียืนย่ำอยู่ที่เดิมค่อนข้างนาน พอคิดว่าใกล้จะ4ทุ่มแล้วมีนัดกับอัศวินอุตุก็ขอลงจากขาป้าแมว ป้าแมวให้กลับด้านเหยียบขาข้างที่ไม่ได้เน้นอีกรอบแล้วปล่อยไป แล้ววารีก็กลับห้องไปอ่านอัศวินอุตุตามที่รอคอย

"โอ้ นี่มันเข้าท่ามากเลย!" วารีโผล่มาที่ห้องป้าแมวอีกครั้งพร้อมหนังสืออัศวินอุตุในมือ

"อะไรลูก" ป้าแมวหันมาจากโต๊ะทำงานแล้วยิ้มให้

"หนังสืออัศวินอุตุนี่แหละ ลองดูปกสิ ปกมันดูเหมือนนิยายแฟนตาซีอัศวินยุโรปใช่มั้ย" วารีโชว์ปกหนังสือให้ป้าแมวดู "แต่ชื่อที่คนเขียนใช้เนี่ยเป็นภาษาไทยปนบาลีหมดเลย ความจริงชื่ออัศวินอุตุมันก็เป็นภาษาไทยอยู่แล้วแต่ปกหลอกเราว่ามันไม่ใช่เรื่องไทยๆ เดี๋ยวจะอ่านตัวอย่างชื่อให้ฟังนะ" วารีเปิดดูในหนังสือ "อนิจจอาณาจักร ภูภวนา เมืองมิตรา หนองน้ำตาอาดูร สมรภูมิแสนศพ เขาวงกตสะกดตะวัน วิหารจันทร์กระจ่าง เมืองวิมุตติ มหาเวทย์วิชชาลัย.."

"อืม น่าสนใจดี" ป้าแมวตอบแล้วยิ้ม

"ทีแรกคิดว่าขุนเขาจะนำเสนอแบบฝรั่งเพราะเห็นว่าไปเรียนมาจากออสเตรเลียนะ แต่ใช้ภาษาธรรมแบบนี้ เป็นคนที่น่าสนใจมากเลย" วารีบอกแล้วกลับห้องไปอ่านเรื่องต่อ

"ปู่ปัญญา โล่สติศาสตรา ดาบวิริยาเย้ยยุทธ!" วารีโผล่มาที่ห้องป้าแมวอีกด้วยความตื่นเต้น วารีอ่านอัศวินอุตุแล้วเพิ่งไฮไลท์หน้า 35-43 จนเหลืองอร่าม แต่ละย่อหน้าใช้คำกระชับและเนื้อหาแน่นปึ้ก ไม่เคยไฮไลท์หนังสืออะไรติดต่อกันหลายหน้าขนาดนี้

"ปีศาจที่อัศวินอุตุต้องปราบแต่ละตัวจะมีพลังครอบงำจิตใจคน" วารีเล่า "ปีศาจตัวแรกก้าวร้าว มันก็ทำให้คนก้าวร้าวตาม 'ถ้ารู้ตัวว่ากำลังจะถูกมันสิง ให้หยุดนิ่งแล้วสำรวจใจของตัวเองในขณะนั้นทันที' ต้องฝึกความอดทนที่จะไม่ไปสู้กับมัน ทำใจให้นิ่ง แล้วมันจะอ่อนแอลงเอง.."

"เขากำลังสอนธรรมะ" ป้าแมวว่า

"ใช่เลย" วารีบอก "แล้วปีศาจพวกนี้มี 8 ตัว แต่ละตัวมีนิสัยต่างกันไป.."

"มรรค 8 ไง" ป้าแมวเดา

"โอ้!" วารีฉุกคิด "แน่ใจเหรอ เดี๋ยวนะ" วารีเปิดหนังสือ..

"มีปีศาจตาแดง ปีศาจตาซึม ปีศาจตาวาว ตาปรือ ตาร้อน ตาขาว ตาดำ และตาบอด!" วารีบอก

"เออคิดชื่อได้เข้าท่าดี" ป้าแมวว่า

"แล้วตัวไหนจะเป็นมรรคไหนล่ะ สัมมาสติ สัมาสมาธิ.. ไม่ใช่ละ ฮ่าๆ" วารีคิด ป้าแมวหัวเราะ วารีกลับไปอ่านต่อ

"อันนี้ทำได้ดีมาก" วารีโผล่มาอีก "ใช้วิชา 'ปราณปราบมาร' ควบคุมลมหายใจเวลาเผชิญหน้ากับปีศาจ แล้วปู่ปัญญาก็ให้ 'นาฬิกา 5 วิ.' มาเป็นเครื่องชี้นำ ถ้าควบคุมลมหายใจได้ถึง 5 วิ ปีศาจก็จะหมดฤทธิ์พอดี แล้วอะไรรู้มั้ย" วารีเปิดหน้า49 "พอจบบทเขาก็ให้ภาพนาฬิกา5วิ.มา ทำให้เราจำได้ว่า ถ้าเจอกับความโมโห เราจะนับ 5 วิตามนาฬิกาในจินตนาการที่เอามาจากภาพในหนังสือได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถเอาไปใช้ได้เลย"

"ดีมาก" ป้าแมวตอบ แล้ววารีก็กลับไปอ่านต่อ

"..." เสียงเมโลดี้คุ้นหูดังมาจากทีวีในห้องป้าแมว วารีเอะใจแล้วถือหนังสืออัศวินอุตุออกไปดูหน้าทีวีป้าแมว เป็นรายการ Big Cinema ช่อง7 กำลังฉายหนังเรื่อง the Hobbit : An Unexpected Journey โอ้ อยากดู! วารีชั่งใจระหว่าง Hobbit กับ อัศวินอุตุ แล้วคิดว่าอยากอ่านอัศวินอุตุในคืนนี้มากกว่าจึงกลับห้องไป แต่สักพักก็คิดได้อีกว่าหนังฉายมาแล้วก็จบไปตามเวลาฉาย แต่หนังสือเปิดอ่านเมื่อไหร่ก็ได้ จึงวางหนังสือไว้แล้วกลับไปยืนดูทีวีในห้องป้าแมว

ป้าแมวพักจากโต๊ะทำงานเอาไม้นวดมานวดขาตัวเองแล้วก็นอนเกลือกกลิ้งอยู่กับพื้น เนื่องจากหนัง The Hobbit ไม่ใช่แนว ป้าแมวก็เลยไม่สนใจดูกับวารี ป้าแมวชอบหลับในโรงหนังเวลาไปดูหนังหลายเรื่องที่วารีชอบ แต่เรื่องล่าสุดที่วารีเลือกและภูมิใจที่ไม่ทำให้ป้าแมวหลับคือ ไซอิ๋ว2017 กับ ฉลาดเกมส์โกง วารีอยากเขียนบทภาพยนตร์ตามความฝัน และป้าแมวทำให้วารีฝันมากไปกว่านั้นคือต้องเป็นภาพยนตร์ที่ป้าแมวดูแล้วไม่หลับให้ได้

"ปีศาจตัวที่สอง.." วารีเริ่มเล่าให้ป้าแมวฟัง "ตัวนี้ชอบเศร้า ร้องไห้กับเรื่องเก่าๆ ผ่านไปยี่สิบปีแล้วก็ยังร้องไห้อยู่"

"อืมม์" ป้าแมวลืมตา วารีรู้ว่าป้าแมวกำลังคิดถึงยาย ยายชอบคิดเรื่องเก่าๆ

"ใครเข้าไปฟังเรื่องที่ปีศาจเล่าก็จะเศร้าไปด้วย อัศวินอุตุเศร้าจนทำดาบตกหายไปในหนองน้ำตา พอกลับมาหาปู่ปัญญา ก็เศร้าที่ดาบหาย ปู่ปัญญาให้อัศวินกินของอร่อยจนหายเศร้า แต่พอคิดถึงดาบก็กลับมาเศร้าอีก ปู่ปัญญาเลยสอนว่า ดาบที่หล่นไปตอนนี้มันก็ไม่ได้ไปไหนยังอยู่ที่เดิม แต่ดาบที่ทำให้อัศวินเศร้าคือดาบในใจอัศวินเอง หากอัศวินไม่คิดถึงดาบที่ตก ภาพดาบในใจอัศวินหายไป อัศวินก็ไม่เศร้า การปราบปีศาจให้หยุดเศร้าคือต้องให้มันเลิกคิดถึงเรื่องเดิมและพบกับสิ่งใหม่ๆหรือความอัศจรรย์ใจ" วารีนึกถึงยายที่มีความสุขกับการถักโครเชต์เป็นดอกไม้ และตอนนี้ก็สอนทำดอกไม้จันทน์จากเปลือกข้าวโพดด้วย

"ฮืมม์.." ป้าแมวนอนฟัง

"สุดท้ายก็สอนเรื่องธรรมะ" ป้าแมวหันกลับไปนวดขาและนอนต่อ

"หัวใจแห่งขุนเขา.." เสียงบรรยายหนังดังมาจากทีวี วารีหันไปดูเห็นภาพราชาคนแคระกำลังประดับอัญมณีไว้กับกองสมบัติใต้ภูเขาก่อนที่มังกรร้ายจะมาครอบครอง คำว่าขุนเขาทำให้วารีแปลกใจ ดึงดูดให้วารีค่อยๆนั่งลงแล้วดูหนังต่อไป วารีนึกถึงหนังสือชุด the Lord of the Ring ที่เป็นตอนต่อเรื่องเดียวกันกับหนัง the Hobbit เรื่องนี้ สองสามปีมาแล้วที่วารีพบว่าหนังสือสุดรักหายไป1กล่องใหญ่หลังจากแพ็คเก็บเป็นแคปซูลเอาไว้ตั้งแต่สมัย ม.ต้น วารีสมัยนั้นเก็บหนังสือเก่าไว้ในห้องเก็บของเพราะตู้หนังสือส่วนตัวไม่มีที่พอ จนได้บ้านหลังใหม่ที่มีห้องสมุดเป็นของตัวเองแล้วจึงค่อยๆทยอยเอาหนังสือเหล่านี้มาจัดเข้าชั้นที่ใหญ่และสูงถึงเพดาน

มีหนังสือที่ชอบอีกหลายชุดที่หายไปพร้อมกับกล่องนี้ วารีชินกับการคิดถึงมันเป็นครั้งคราว อยากจะค้น อยากจะหาให้เจอ ทั้งที่เคยค้นหาแล้วอย่างไรก็ไม่เจอ นึกถึงทีไรก็รู้สึกเสียดาย ตัดใจไม่ลงทุกที ถ้าหากรู้ว่าหมดหวังแล้ว วารีก็สามารถกลับไปไล่ซื้อส่วนที่ยังมีขายอยู่มาเก็บสะสมใหม่ แต่ใจก็ยังหลอกตัวเองว่ามีหวังเสมอ ยังมีห้องเก็บของที่ถูกปิดตายเพราะกุญแจหายอยู่ในบ้านเก่า สักวันจะต้องกลับไปเปิดมัน เพื่อที่จะได้พบกับความจริงอันเจ็บปวดว่าในห้องนั้นไม่มีอะไรหรือหนังสือโดนปลวกแทะเน่าเปื่อยอย่างนั้นหรือ..

แคปซูลกล่องหนึ่งที่ป้าแมวเคยพบและเรียกวารีมารับไปจัดการคือกระเป๋าใส่เครื่องแบบนักเรียนประจำที่มีหลายชุดกับของสะสมรวมถึงรูปถ่ายงานชุมนุมลูกเสือโลกสิบกว่าอัลบั้มในสมัยที่ยังไม่มีกล้องดิจิตัล ทั้งรูปอัดและฟิล์มต้นฉบับ หาที่ไหนไม่ได้อีก ทั้งกระเป๋าถูกฝนซัดจนเปียกท่วม และผ้าที่ถูกซักจนหอมพับเก็บไว้อย่างดีในกระเป๋าที่คิดว่าปลอดภัยก็เน่าเปื่อยจนสลายเป็นผงในน้ำไปกับตาวารีเอง! ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ สักวันจะเอารูปเน่าๆพวกนั้นไปสแกนให้เรียบร้อย ก็ทำได้ดีที่สุดเท่านี้

และชีวิตวารีก็ยังดำเนินต่อไป ไม่ได้คิดถึงหนังสือกล่องนั้นบ่อยนัก เพราะรู้ว่าคิดไปก็ไม่มีประโยชน์ เป็นทุกข์เปล่าๆ ไหนจะภาพถ่ายที่เผลอลบแล้วกู้ไฟล์ไม่เจอแต่ยังเก็บการ์ดความจำติดตัวไปหาช่างกู้ตามที่ต่างๆจนการ์ดถูกขโมยไปพร้อมกระเป๋าที่โดนผู้ร้ายกระชากเมื่อปีก่อน วารีก็ยังหลอกตัวเองว่าเขาอาจจะเอากระเป๋ามาคืนตำรวจในสภาพครบถ้วนสักวันหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น วารียังมีความหวังที่ไม่เคยบอกใครว่า ลุงหมอที่เสียชีวิตเพราะเนื้องอกในสมองจะคืนชีพกลับมาหาวารีอีก เหมือนน้าเคนจิที่กลับมาหาหลานคันนะในเรื่อง 20th Century Boys ซึ่งวารีก็ไม่รู้ว่ามันเป็นความสุขหรือความเศร้าที่ได้คิดถึงลุงหมอแบบนั้น แต่หลายครั้งที่เจอลุงหมอในฝันเรามีความสุขมากๆ ทำให้วารีไม่เคยถอดใจ อย่างน้อยก็อยากจะฝึกวิปัสสนาเพื่อให้มีโอกาสได้คุยกับคนที่ตายไปแล้วอีก แม้ว่าเขาจะไปเกิดเป็นเทวดาจนลืมไปว่าเคยมีลูกสาวแล้วก็ตาม

วารีนั่งดูหนัง the Hobbit ไปเรื่อยๆ แม้หนังสือ the Lord of the Ring เล่มเก่าจะหายไปทั้ง3เล่ม แต่วันนี้เราก็ยังได้ดูหนังเรื่องใหม่ที่สร้างขึ้นมา นอกจากนี้ DVD ชุด the Lord of the Ring เวอร์ชั่นพิเศษที่เคยซื้อมาก็ยังอยู่ในห้องสมุดครบ แถมยังไม่มีเวลาพอจะดูเบื้องหลังภาคละสองสามแผ่นที่ผู้ผลิตจัดมาให้ แล้วก็ไม่คิดที่จะกลับไปอ่านตำนานมหากาพย์ที่เคยอ่านจบอย่างรวดเร็วไปแล้วทั้ง3เล่มนั้นอีกด้วยนอกจากจะถึงยามแก่จริงๆ ระหว่างดูหนัง the Hobbit บางทีวารีก็รู้สึกเบื่ออยากจะกลับไปนั่งอ่านอัศวินอุตุต่อ เพราะมันเป็นเรื่องใหม่สำหรับวารี แล้วก็มีเนื้อหาที่มีแก่นสารสามารถเอามาทำความเข้าใจและประยุกต์ใช้ในชีวิตได้ ขณะที่หนัง the Hobbit มีภาพที่สวยงามอลังการและเนื้อหาสนุกสนาน สิ่งที่วารีสนใจมีอย่างเดียวคือคำพูดของแกนดาล์ฟที่ว่า "เรื่องเล็กน้อยที่คนธรรมดาทำในทุกๆวันจะเป็นสิ่งขจัดความชั่วร้ายให้ห่างไกล" ซึ่งทำให้แกนดาล์ฟเลือกฮอบิทมาร่วมภารกิจที่ยิ่งใหญ่ได้ วารีนั่งดูหนังจนจบตอนตี1.45 หิวเล็กน้อย หาขนมกิน บันทึกความคิดใส่สมุดบางส่วนแล้วเข้านอน

วันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน 2560 วารีตื่นมาอ่านอัศวินอุตุ่อ โดยมีข้อแม้ว่าต้องเขียนบันทึกส่วนของเหตุการณ์เมื่อคืนให้เสร็จ วารีจึงได้อ่านอัศวินอุตุตอนบ่ายแก่ๆ แต่อ่านๆไปถึงเรื่องการปราบปีศาจตัวที่ 3,4,5 ความตื่นเต้นกลับลดลง แต่นั่นก็เป็นการบอกโดยนัยว่า วิธีปราบปีศาจที่จะต้องเอาไปใช้ในชีวิตจริงนั้นไม่ใช่วิธีที่ยาก ในการปราบความโลภ ความเกียจคร้าน ความอิจฉาริษยา เพียงแค่มีวิธีคิดที่ถูกต้องก็สามารถขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปจากตัวเราได้ และพอมาถึงปีศาจตัวที่ 6 วารีก็กลับมาไฮไลท์เนื้อหาจนเหลืองอร่ามอีกครั้ง พอถึงปีศาจตัวที่ 7 ก็เป็นเวลาของความทึ่ง ที่ผู้เขียนเล่าถึงการร่วมมือกันของปีศาจทุกตัว และประทับใจในหนังสือเล่มนี้ไม่เปลี่ยนเมื่ออ่านจบ วารีเปิดสมุดเตรียมเขียนรีวิวหนังสืออย่างที่ตั้งใจไว้ แต่เมื่อดูเวลาก็คิดถึงปู่ปัญญาในเรื่อง ที่บอกอัศวินเสมอว่าต้องพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวปราบปีาจตัวต่อไป วารีก็เลยนอนพักไปเลย

วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน 2560 มีความรู้สึกไม่อยากเขียนรีวิวอีกต่อไป เพราะความขี้เกียจครอบงำ ที่วารีไม่เขียนรีวิวตั้งแต่เมื่อคืนเพราะความคิดยังฟุ้งซ่านไม่ตกผลึกชัดเจน และรู้สึกว่าการเขียนรีวิวหนังสือเล่มนี้ให้สมบูรณ์เป็นเรื่องยาก แต่ก็มานึกถึงการปราบปีศาจตัวที่ 4 ที่บอกว่าเรื่องใหญ่โตที่ต้องทำไม่ใช่เรื่องยากหากเริ่มทำไปทีละนิดๆ โดยให้คิดว่า งานที่ต้องทำในปัจจุบันนี้จริงๆแล้วมีแค่สิ่งเดียวคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ณ เวลานี้เท่านั้น และเมื่อทำไปเรื่อยๆให้เสร็จทีละอย่าง งานชิ้นใหญ่ก็จะเสร็จสมบูรณ์เอง ดังนั้นวารีจึงตั้งใจว่าจะเขียนรีวิวทีละประโยคไปเรื่อยๆ แต่การนั่งจุกปุกอยู่ที่เตียงของตัวเองซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือพอๆกับโต๊ะคอมมันก็ไม่ค่อยสบายสักเท่าไหร่ วารีจึงลี้ภัยย้ายมานอนเขียนอยู่บนเตียงของป้าแมวที่กว้างพอให้นอนกลิ้งได้ และคิดว่า นั่นคือผลประจักษ์ของการขี้เกียจอ่านหนังสือ ทำให้หนังสือกองอยู่เต็มห้องเหมือนปีศาจตัวที่ 4 ที่ยิ่งนอนขี้เกียจอยู่นานเท่าไหร่ก็ยิ่งตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนสร้างปัญหาได้ วารีจึงตั้งใจว่าจะเปลี่ยนวิธีอ่านจากการคิดว่าจะต้องทุ่มเวลาอ่านทั้งหมดวันละกี่หน้า มาเป็นการอ่านวันละนิดและถ้าเบื่อก็เปลี่ยนไปอ่านเล่มอื่นต่อ

4 โมงครึ่ง วารีนอนจ้องสมุดอยู่ที่เตียงของป้าแมว ตอนนี้วารีรู้ว่าควรจะเริ่มจากเขียนทีละประโยค แต่ประโยคไหนล่ะ? วารีพลิกตัวกุมขมับ เราจะเริ่มจากประโยคไหนก่อน เราจะเขียนถึงอะไรก่อนในรีวิวนี้ นั่นแหละประเด็น จะเขียนถึงชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง คอนเซ็ปต์ หรือปกของมันก่อนดี วารีนอนตะแคงแล้วหลับตา สำรวจประโยคที่คิดได้ในหัวทีละประโยค เอาละ เขียนเรื่องปก วารีจับปากกาเขียน1ประโยค แล้วหันมาหลับต่อ เขียนอะไรอีกดี เอาละ ภาพประกอบ ต่อไปก็ชื่อผู้แต่ง เปิดดูประวัติ อ้าวไม่มี เลยลุกจากเตียงไปเปิดท้ายหนังสือสมองสัยใจตอบ แล้วก็ประหลาดใจที่คุณขุนเขาเรียนจบ NLP สะกดจิตบำบัด และวิปัสสนากรรมฐานสำนักโกเอนก้าที่น้องสาวของวารีเคยไปสมัยเรียนมัธยมก่อนจะสอบติดหมอด้วย วารีก็สนใจวิปัสสนากับท่านโกเอนก้าเหมือนกัน ออกจะน่ากลัวนิดๆด้วย เอาละ เราจะใช้คำว่า "พุทธจิตวิทยา" เหมาะสมที่สุด แล้ววารีก็เขียนรีวิวจาก 5โมง ถึง 6โมงครึ่งจบ ป้าแมวกลับมาพอดี หิวข้าวเลย วารีขอตัวละ สวัสดี

ทึ่งในความสามารถของนักเขียนจริงๆ ยิ่งเมื่อรู้ว่าขณะที่หนังสือตีพิมพ์คนเขียนกำลังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย และโครงเรี่องที่เขาสร้างขึ้นมานั้นเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่เริ่มเขียนภาค 1 เมื่อเขาเรียนมัธยมปลายคือเมื่ออายุ 17 ขวบ

จากความประทับใจในภาคแรกที่รับประกันความสนุกต่อเนื่องกัน 3 เล่ม ทำให้ต้องติดตามภาค 2 ที่มีรายละเอียดรวมกันถึง 5 เล่ม ซึ่งแม้จะมีจำนวนเล่มมากขนาดนั้นโดยนำเสนอเรื่องราวในสถานที่เดียวเป็นส่วนใหญ่ก็ยังทำได้ดีไม่มีคำว่าน่าเบื่อ จากเล่ม 1 ถึงเล่ม 4 เรื่องราวค่อยๆพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และผู้อ่านก็อ่านได้อย่างเพลิดเพลินไม่มีสะดุด แต่หากเปรียบเทียบกับภาคแรกความสนุกตื่นตาตื่นใจยังมีน้อยกว่า จนมาถึงเล่ม 5 รู้สึกได้เลยว่าพัฒนาการของผู้เขียนก้าวหน้าขึ้นมาก และความสนุกเข้มข้นในทุกๆด้านเอาชนะภาคแรกทั้ง 3 เล่มได้อย่างชัดเจน เรียกได้ว่าขอให้อ่านทั้ง 4 เล่มให้เข้าใจเพื่อเตรียมพร้อมที่จะเผชิญความมันส์ในเล่มสุดท้ายของภาคนี้แล้วจะไม่เสียดายเลย

ความโดดเด่นของหนังสือ the White Road ภาค2 เล่ม5 แสดงออกมาในด้านต่างๆดังนี้ :

1. สำบัดสำนวน - นักเขียนสามารถใช้คำที่มีจริตจะก้านได้อย่างลื่นไหล สนุก สะใจ อ่านง่ายไม่ติดขัด คำแปลกๆที่แทรกเข้ามาช่วยให้จินตนาการมีรสชาติมากขึ้น ได้อารมณ์จัดจ้าน เป็นพัฒนาการที่จะเห็นได้ในบางตอนจากที่ไม่เคยได้เห็นในเล่มก่อนๆ ก็จะมารากฏในเล่มนี้ ก่อนที่จะกลายเป็นสไตล์การเขียนประจำตัวนักเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ในปัจจุบัน ซึ่งแม้จะเป็นการเริ่มต้น ในเล่มนี้นักเขียนก็ได้ทำอย่างพอดีและกลมกลืนไปกับสไตล์เก่า ซึ่งบางทีก็รู้สึกว่าทำได้ดีกว่าสไตล์ใหม่ที่เป็นในปัจจุบันนี้ด้วยซ้ำ

2. เหนือจินตนาการ - นักเขียนสามารถจินตนาการฉากหรือสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ไม่เคยมีไม่เคยเห็นมาก่อนแล้วถ่ายทอดออกมาให้ผู้อ่านสัมผัสได้อย่างดีเยี่ยม คือแม้จะเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่เคยเห็น ก็สามารถพรรณนาออกมาให้เห็นภาพได้ตรงตามที่ผู้เขียนต้องการได้อย่างแม่นยำ โดยไม่มีอุปสรรคทางด้านภาษาหรือคลังคำเลยแม้แต่น้อย และจินตนาการของผู้เขียนเป็นอะไรที่คนธรรมดายากจะนึกถึง เช่น "ปลาปิรันย่าที่กระแดะอยากร้องเสียงนก" ก็บินผ่านมาให้เห็นในฉากสร้างความรื่นรมย์ก่อนที่จะดำเนินเรื่องต่อไป

3. แฟชั่นนิสต้า - นักเขียนสามารถ่ายทอดรายละเอียดด้านเครื่องแต่งกายได้ชัดเจนแม้ผู้อ่านจะได้อ่านแค่ตัวหนังสือก็สามารถจินตนาการตามได้ และเครื่องแต่งกายของตัวละครแต่ละชุดก็ขับเน้นบุคลิกภาพของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างดีเยี่ยม น่าทึ่งในความเอาใจใส่ในรายละเอียดทางนี้เพราะไม่ค่อยมีนิยายเรื่องไหนทำได้

4. ฉากบู๊สุดมันส์ - ไม่เคยเห็นนิยายเล่มไหนทำได้เท่า the White Road อีกแล้วสำหรับการบรรยายฉากบู๊ที่เรียกได้ว่าต้องการความรวดเร็วฉับไว ก็สามารถบรรยายทุกท่วงท่าได้ครบ อ่านได้เร็วและง่าย สนุก เร้าใจ ลื่นไหลไม่มีสะดุด ซึ่งการจินตนาการฉากบู๊ต้องอาศัยความละเอียดเป็นอย่างมาก แม้จะมีการปะทะกันตลอดเล่มก็ไม่ปรากฏว่ามีฉากไหนที่รู้สึกว่าซ้ำซากเลย นั่นแปลว่าผู้เขียนต้องใช้พลังสมองคิดถึงการเคลื่อนไหวที่สดใหม่อยู่ตลอด และผู้เขียนสามารถตึงความสามารถพิเศษของตัวละครมาใช้ในการต่อสู้เฉพาะตัวเฉพาะแบบได้เป็นอย่างดี

5. มิตรภาพ - ความสัมพันธ์ของตัวละครใน the White Road เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆในเรื่องของมิตรภาพ การให้เกียรติและให้อภัยตลอดจนการผูกมิตรกับศัตรู ไม่มีใครแพ้ชนะถาวร มีแต่ความร่วมมือไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และบางครั้งตัวละครที่เคยถูกรังเกียจกลับกลายเป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือ ผู้เขียนได้ให้ความสำคัญกับตัวละครทุกตัว และผู้เขียนไม่ได้พร่ำสอนศีลธรรมด้วยการแทรกคำคมลงไปในนิยายแต่แทรกอยู่ในการกระทำของตัวละคร ทำให้ผู้อ่านไม่รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด

6. จังหวะในการคลายปริศนา - จากการอ่านเล่มก่อนๆมีการปูเนื้อเรื่องโดยค่อยๆให้ปริศนามาทีละอย่างสองอย่่าง เมื่อมาถึงเล่มสุดท้ายของภาคนี้การคลายปริศนารวดเดียวของตัวร้ายทำให้ต้องตามอ่านแบบวางไม่ลงและอ่านอย่างแทบจะลืมหายใจ แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมตัวร้ายจะต้องเสียเวลามาอธิบายปริศนาทั้งหมดแต่ความอยากรู้ที่ผู้เขียนจัดไว้ทำให้หยุดอ่านไม่ได้เลย ต้องชมว่าผู้เขียนทำได้ดีมากๆในเล่มนี้ซึ่งนับจากหนังสือ "รหัสลับดาวินชี" แล้วก็ยังไม่มีนิยายเล่มไหนทำให้เราวางไม่ลงได้เท่าเล่มนี้

7. พลิกล็อกทะลุโลก - ผู้เขียนมีชั้นเชิงอย่างมากในการหลอกผู้อ่านให้มีอารมณ์ร่วมแล้วพลิกเรื่องให้เป็นไปอีกทางหนึ่ง โดยผู้อ่านไม่สามารถคาดเดาได้ ซึ่งก็ทำให้เรื่องราวสนุกมากๆ นอกจากนี้กุญแจสำคัญของเรื่องที่ผู้เขียนทำให้กลายเป็นเป็นปริศนาก็เป็นเรื่องที่สำคัญต่อความเป็นไปของสามโลกจริงๆจนผู้อ่านต้องลุ้นตามว่าผลจะเป็นอย่างไรจริงๆ และตอนจบของภาคนี้ก่อนที่จะดำเนินเรื่องต่อไปในภาค 3 ก็ทำให้ผู้อ่านอยากติดตามจริงๆว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

เรียกได้ว่า the White Road ภาค2 เล่ม5 นี้เป็นผลงานชิ้นที่ชอบมากที่สุดในบรรดานิยายเล่มต่างๆของผู้เขียน ไม่ว่าจะเป็นเล่มก่อนหน้าหรือเล่มใหม่กว่าหรือ rewrite ก็ต้องถือว่าเล่มนี้เป็นเล่มที่ลงตัวที่สุด อยากให้ผู้เขียนกลับมายึดแนวทางนี้ สไตล์นี้ บรรยากาศนี้ หากว่าจะมีการ rewrite ตามที่ได้ประกาศ ก็ขอให้คงจุดเด่นในด้านต่างๆที่เสนอมาเอาไว้ ทั้งนี้ไม่ได้บอกว่าหนังสือเล่มอื่นๆที่ตามมาของผู้เขียนไม่แสดงถึงพัฒนาการ แต่รู้สึกได้ถึงความพยายามมากเกินไปและไม่เป็นธรรมชาติ ต่างจาก the White Road เล่มนี้ ที่สนุกเพราะเขียนด้วยความสนุก เขียนจากธรรมชาติของผู้เขียนจริงๆ และไม่ฝืนความรู้สึกด้วยการสอดแทรกคำคมมากเกินไป ขอเป็นหนึ่งในความเห็นที่เกิดขึ้นหลังจากอ่านนิยายเล่มล่าสุดของผู้เขียนเปรียบเทียบกัน หากทำให้ผู้เขียนลำบากใจก็ต้องขออัยมา ณ ที่นี้