เวลา 2 ชั่วโมงมีค่าพอที่มนุษย์จะทำอะไรได้มากมาย 

ท่ามกลางอากาศหนาวในสวนพฤกษชาติที่เรือนดารากรณ์เชียงราย Kah Chun Wong วาทยากรชาวสิงคโปร์กำลังแสดงโชว์พิเศษบนเวทีเล็กๆที่ประดับไปด้วยโคมกระดาษแก้วรูปดาว เขาทุ่มพลังการแสดงเต็มที่ส่งไปยังเหล่านักดนตรีเลือดใหม่ที่กำเนิดและเติบโตมาในจังหวัดอันแสนสงบสุข เสียงเครื่องสายถี่รัวประสานกันเป็นบทเพลงคลาสสิกตามแบบฉบับดั้งเดิมในสไตล์มาร์ช ลีลาจริงจังและจัดจ้านสะบัดเม็ดเหงื่อและรอยยิ้มแห่งความมันส์จากวาทยากรหนุ่มประทับลงในใจชาวเชียงรายที่เดินทางมาเยือน แม้สูตรสำเร็จของความบันเทิงอาจบังคับให้นักแสดงต้องหันไปประจันหน้ากับผู้ชมเพื่อถ่ายทอดความรู้สึก แต่ Kah Chun Wong ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น เพียงใช้จังหวะของหัวใจขยับร่างกายออกมาเป็นท่าทางอำนวยเพลงไปตามที่ตัวเองต้องการ บนเวทีที่วาทยากรคือบุคคลผู้เดียวซึ่งหันหลังให้ผู้ชม เขาเป็นนักแสดงที่โดดเด่นที่สุด 

ในห้องสี่เหลี่ยมขนาดยักษ์ที่ปิดทึบ ฝูงชนยืนเบียดเสียดชะเง้อมองไปเบื้องหน้า แสงจากสปอตไลท์ส่องลงตรงเวทีงาน Fat ณ ดินแดนอิมแพ็คเมืองทอง นักดนตรีหลายวงสลับกันขึ้นแสดงรับการรอคอยของแฟนเพลงวัยรุ่น มีเสียงระเบิดหลังเวทีและสต๊าฟแจ้งว่าระบบเสียงส่วนหนึ่งเสียหายทำให้วงดนตรีที่เหลือไม่สามารถใช้กีตาร์ไฟฟ้ากระหน่ำเพลงได้ แต่เมื่อถึงคิวแล้ว ต้าร์ และสมาชิกวง Paradox เดินขึ้นมานั่งเซ็ตไมโครโฟนพร้อมประกาศว่าทางวงจะเล่นเพลงสดแบบอะคูสติกแทน การแสดงดำเนินไปตามปกติ ทุกเพลงที่ต้าร์ร้องประสานการเล่นกีตาร์สดบนเวทีสะกดคนดูให้คล้อยตามอารมณ์ของเพลงที่ส่งมา เมื่อมองไปกลางสปอตไลท์ ดวงตาของต้าร์เป็นประกายราวกับมีความสุขทุกครั้งที่ได้ร้องเพลงให้ผู้ชมฟัง จากงาน Fat สู่เวทีใหญ่อย่าง Big Mountain ไม่ว่าจะแสดงสดมากี่ครั้ง ผู้ชายตัวเล็กๆคนนี้ก็สามารถส่งประกายแห่งความสุขจากดวงตาของเขาไปถึงผู้ชมได้ในทุกๆที่ไม่ว่าระยะทางจะอยู่ไกลเท่าไหร่ก็ตาม 

บางครั้ง เวลา 2 ชั่วโมงก็มีความหมายมากเกินจะจินตนาการ 

วนิยาตื่นขึ้นมาบนเบาะหลังของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง เธอออกเดินทางจากเชียงรายมาตั้งแต่ก่อนเช้ามืดตี3 เมธี น้องชายนั่งประจำที่คนขับ ครูอัจ ป้าของวนิยานั่งอยู่ด้านหน้าคอยชวนคุยเป็นเพื่อนลูกชาย ถึงยามสายทั้งหมดแวะพักที่พิษณุโลกเพื่อส่ง น้ำมนต์ น้องสาวของเมธีไปเข้าเรียนมหาวิทยาลัยให้ทันเวลา แล้วจึงออกเดินทางอีกครั้งตอนบ่าย3โมงเมื่อคนขับหายเหนื่อยล้า น้ำมนต์ฝากตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่ได้จากแฟนมานั่งแทนให้วนิยานอนหนุนตักนุ่มๆตามสบาย 

ทุกคนเข้าใจว่าพี่สาวเจ้าปัญหาคนนี้เพิ่งอดนอนมาทั้งคืนเพราะทุ่มทุนออกไปซื้อและอ่านหนังสือที่อาจารย์สุดปลื้มแนะนำมารวดเดียวจบ ความจริงวนิยาเพิ่งฝึกอ่านหนังสือได้ชั่วโมงละ100หน้าและกะเวลาไว้ว่าจะอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบก่อน4ทุ่ม แต่ ป้าแมว แม่ของวนิยาเพิ่งมาบอกข่าวว่า ครูนิด บุคคลสำคัญที่เธอเฝ้าส่งอีเมลติดต่อมานาน3เดือนเพิ่งส่งอีเมลขนาดยาวตอบกลับมา2ฉบับด้วยความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง วนิยาจึงใช้เวลาในคืนนั้นอ่านอีเมลอย่างตื่นเต้นแล้วเผลอไปเล่นเฟซบุ๊กต่อจนหมดเวลาเที่ยงคืน เมื่อรู้ตัวอีกทีเธอก็ใช้โมงยามที่เหลือดำดิ่งลงไปในกองผ้าห่มกับตัวหนังสือที่อัดแน่นอยู่ในปกสีส้มจนทะลุออกมาจบก่อนเวลาน้องชายออกรถเพียงไม่กี่นาที เธอรีบอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบเพราะอยากทิ้งไว้ให้แม่ได้อ่านต่อแทนความห่วงใยและแทนบทสนทนาปรับความเข้าใจของ2แม่ลูก 

"นี่คือทำนองแห่งความหลังระหว่างเรา ได้ยินเมื่อไรยังนึกถึงวันเก่า.." 

วนิยาพลิกตัวไปมาบนตักตุ๊กตาหมี เธอรู้ว่าน้องชายเพิ่งซื้อแผ่นเพลงจากแม่สายมา แต่ไม่น่าจะเริ่มต้นด้วยเพลงเก่า3ปีที่แล้วแบบนี้ อย่างไรก็ตามเธอมีความสุขที่ได้ยินเพลงนี้อีกครั้ง ได้ยินเมื่อไรก็ยัง.. 

"ตื่นแล้วเหรอ" เมธีถามพี่สาว วนิยาพยักหน้า 

"เมขอยืมแผ่นพี่ฝนมาเปิดฟังนะ แอบเอาออกมาจากรถน้าแมวน่ะ" 

"เออ ถึงว่า เพลงมันคุ้นๆ.." วนิยาบิดขี้เกียจ จำได้ว่าเป็นแผ่นรวมเพลงประกอบภาพยนตร์ 

"ยังไงก็ดีแล้วที่เอาออกมาฟังน่ะ อยู่ในรถน้าแมวเฉยๆเสียดายแย่" 

"คิดถึงเพลงนี้จัง.." 

"เมดูหนังเรื่องนี้รึยัง?" 

"ที่แจ้งเกิดพระเอกใช่มั้ย เออ สนุกดีอะ" 

"สนุกดีเนอะ.." วนิยาเหม่อมองไปนอกรถ 

"แล้ววันนี้เขียนอะไรอยู่รึเปล่าพี่?" เมธีเห็นวนิยาใช้ความคิด 

"ก็ว่าจะเขียนอีเมลถึง ครูนิด น่ะ พี่ฝนเจอเค้าแค่ครั้งเดียวแต่อยากถามอะไรเค้าเยอะเลย นี่เค้าเพิ่งอีเมลตอบมาแบบ..ดีใจมากอ่ะ ก็ส่งอีเมลไปหาเค้าเรื่อยๆ3เดือนเค้าไม่ตอบมาเลย นึกว่าเค้าจะไม่คุยกับเราซะแล้ว ที่ไหนได้ บนดอยไม่มีคลื่น" 

"อ๋องั้นเหรอ งั้นฟังเพลงต่อไปนะ" เมธีหันไปสนใจเร่งรถแซงคันหน้า ปรับระดับเสียงเพลงในรถ 

"ไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร ไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร ไม่รู้ว่าโลกความจริงของเรานั้นเป็นอย่างไร.." 

ในหัวของวนิยากำลังเตรียมคำถามมากมาย 

"ยินดีที่ไม่รู้จัก.. ไม่รู้จัก.. แค่รู้ว่ารักก็พอใจ.." 

เวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมาเธอใช้ไปกับการคิดสร้างสรรค์และเขียนออกมาเป็น "อีเมล" ซึ่งเดิมทีเกิดจากเมื่อ 2 ปีก่อน เธอได้กลับไปหาอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเพื่อเสนอและขอคำแนะนำเป็นแนวร่วมในการทำโครงการส่วนตัวเพื่อสังคมชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงค่านิยมทางการศึกษา(ปัจจัยหลักของปัญหาด้านการศึกษาในระดับประเทศ) แล้วได้รับการติดต่อกลับจากอาจารย์ทางอีเมล ทำให้วนิยามีกำลังใจที่จะเขียนอีเมลตอบกลับในเรื่องของโครงการ เนื่องจากอาจารย์ท่านนี้เคยสอนวนิยามาหลายวิชา ตั้งแต่หลักการโฆษณาไปจนถึงการบริหาร ทำให้วนิยามีวิธีคิดคล้ายอาจารย์ไปโดยไม่รู้ตัว ตลอดการสนทนาทางอีเมล2ปี เมื่อโครงการมีปัญหาติดขัดในส่วนไหน อาจารย์ก็จะส่ง "คำถาม" ที่ตรงกับระบบการคิดของเธอมาให้ ทำให้เธอก็จัดการปัญหาทางความคิดได้อย่างสร้างสรรค์ทุกครั้งไป 

ด้วยความโชคดี ขณะที่ร่างโครงการกำลังดำเนินมาใกล้ทางตัน วนิยากลับมองเห็นช่องทางใหม่ที่สดใสและน่าตื่นเต้น นั่นคือ "การสร้างโรงเรียนทางเลือก" เธอเริ่มเขียนอีเมลทันทีเพื่อส่งถึงบุคคลที่ต้องการดึงมาเป็นแนวร่วมด้วยความสุขและเป็นธรรมชาติ ออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนแนวใหม่อย่างคร่าวๆ จากความต้องการภายในผสมกับประสบการณ์การค้นคว้าเรื่องการศึกษาในโครงการที่ตัวเองทำอยู่ ในเวลาครึ่งเดือนเธอส่งอีเมลขนาดยาว 3 ฉบับถ่ายทอดความคิดทั้งหมดที่มีลงไปอย่างไม่มีกั๊ก และได้รับความกรุณาจากอาจารย์ (กนก อมรปฏิพัทธ์) ในการสละเวลานั่งสนทนาหลังจบการสอนที่มหาวิทยาลัย 2 ชั่วโมง ตั้งคำถามถอดและเรียบเรียงความคิดของวนิยาเองออกมาให้กลายเป็นชุดข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น 

วนิยาบอกอาจารย์ว่า ร่างโครงการที่เธอเขียนออกมาเมื่อ 2 เดือนที่แล้วมีปัญหาคือมันดู "น่ากลัว" เกินไป เพราะจับประเด็นที่ใหญ่และมีความเป็นอนุรักษ์นิยมที่คนทั่วไปยังไม่กล้าเข้าใกล้ วนิยาไม่ได้ตั้งใจให้โครงการออกมาเป็นแบบนั้นแต่เพราะว่าเธอใช้เวลาตลอดปีที่ผ่านมาขลุกอยู่กับหนังสือแนวอนุรักษ์นิยมมากเกินไป สำนวนการเขียนในร่างโครงการจึงออกมาเอนเอียงไปในทางที่คร่ำเคร่งและดุดัน คนในแวดวงแนวร่วมโครงการที่เธอได้ติดต่อเอาไว้และคุยกันได้ก็มีแต่อาจารย์กนกเท่านั้นที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและ(เคย)ทำงานอยู่ในองค์กรแบบทุนนิยมสุดขั้ว(บริษัทวิจัยโฆษณา) ที่จะสามารถดึงเธอออกมาจากโลกของคนกลุ่มน้อยซึ่งใช้ชีวิตอยู่กับอุดมการณ์และปรัชญานามธรรมทั้งหลายได้ 

ในสมัยเรียนวนิยาเป็นคนที่ชอบออกไปอัพเดทกิจกรรมด้านการตลาดอยู่เสมอ เธอเห็นประโยชน์และความสำคัญของการใช้องค์ความรู้และแนวทางการสื่อสารของวงการทุนนิยมและไม่ต้องการทิ้งมุมมองในด้านนี้ออกไปไม่ว่าเธอจะจบไปทำงานอยู่