ทึ่งในความสามารถของนักเขียนจริงๆ ยิ่งเมื่อรู้ว่าขณะที่หนังสือตีพิมพ์คนเขียนกำลังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย และโครงเรี่องที่เขาสร้างขึ้นมานั้นเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่เริ่มเขียนภาค 1 เมื่อเขาเรียนมัธยมปลายคือเมื่ออายุ 17 ขวบ

จากความประทับใจในภาคแรกที่รับประกันความสนุกต่อเนื่องกัน 3 เล่ม ทำให้ต้องติดตามภาค 2 ที่มีรายละเอียดรวมกันถึง 5 เล่ม ซึ่งแม้จะมีจำนวนเล่มมากขนาดนั้นโดยนำเสนอเรื่องราวในสถานที่เดียวเป็นส่วนใหญ่ก็ยังทำได้ดีไม่มีคำว่าน่าเบื่อ จากเล่ม 1 ถึงเล่ม 4 เรื่องราวค่อยๆพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และผู้อ่านก็อ่านได้อย่างเพลิดเพลินไม่มีสะดุด แต่หากเปรียบเทียบกับภาคแรกความสนุกตื่นตาตื่นใจยังมีน้อยกว่า จนมาถึงเล่ม 5 รู้สึกได้เลยว่าพัฒนาการของผู้เขียนก้าวหน้าขึ้นมาก และความสนุกเข้มข้นในทุกๆด้านเอาชนะภาคแรกทั้ง 3 เล่มได้อย่างชัดเจน เรียกได้ว่าขอให้อ่านทั้ง 4 เล่มให้เข้าใจเพื่อเตรียมพร้อมที่จะเผชิญความมันส์ในเล่มสุดท้ายของภาคนี้แล้วจะไม่เสียดายเลย

ความโดดเด่นของหนังสือ the White Road ภาค2 เล่ม5 แสดงออกมาในด้านต่างๆดังนี้ :

1. สำบัดสำนวน - นักเขียนสามารถใช้คำที่มีจริตจะก้านได้อย่างลื่นไหล สนุก สะใจ อ่านง่ายไม่ติดขัด คำแปลกๆที่แทรกเข้ามาช่วยให้จินตนาการมีรสชาติมากขึ้น ได้อารมณ์จัดจ้าน เป็นพัฒนาการที่จะเห็นได้ในบางตอนจากที่ไม่เคยได้เห็นในเล่มก่อนๆ ก็จะมารากฏในเล่มนี้ ก่อนที่จะกลายเป็นสไตล์การเขียนประจำตัวนักเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ในปัจจุบัน ซึ่งแม้จะเป็นการเริ่มต้น ในเล่มนี้นักเขียนก็ได้ทำอย่างพอดีและกลมกลืนไปกับสไตล์เก่า ซึ่งบางทีก็รู้สึกว่าทำได้ดีกว่าสไตล์ใหม่ที่เป็นในปัจจุบันนี้ด้วยซ้ำ

2. เหนือจินตนาการ - นักเขียนสามารถจินตนาการฉากหรือสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ไม่เคยมีไม่เคยเห็นมาก่อนแล้วถ่ายทอดออกมาให้ผู้อ่านสัมผัสได้อย่างดีเยี่ยม คือแม้จะเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่เคยเห็น ก็สามารถพรรณนาออกมาให้เห็นภาพได้ตรงตามที่ผู้เขียนต้องการได้อย่างแม่นยำ โดยไม่มีอุปสรรคทางด้านภาษาหรือคลังคำเลยแม้แต่น้อย และจินตนาการของผู้เขียนเป็นอะไรที่คนธรรมดายากจะนึกถึง เช่น "ปลาปิรันย่าที่กระแดะอยากร้องเสียงนก" ก็บินผ่านมาให้เห็นในฉากสร้างความรื่นรมย์ก่อนที่จะดำเนินเรื่องต่อไป

3. แฟชั่นนิสต้า - นักเขียนสามารถ่ายทอดรายละเอียดด้านเครื่องแต่งกายได้ชัดเจนแม้ผู้อ่านจะได้อ่านแค่ตัวหนังสือก็สามารถจินตนาการตามได้ และเครื่องแต่งกายของตัวละครแต่ละชุดก็ขับเน้นบุคลิกภาพของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างดีเยี่ยม น่าทึ่งในความเอาใจใส่ในรายละเอียดทางนี้เพราะไม่ค่อยมีนิยายเรื่องไหนทำได้

4. ฉากบู๊สุดมันส์ - ไม่เคยเห็นนิยายเล่มไหนทำได้เท่า the White Road อีกแล้วสำหรับการบรรยายฉากบู๊ที่เรียกได้ว่าต้องการความรวดเร็วฉับไว ก็สามารถบรรยายทุกท่วงท่าได้ครบ อ่านได้เร็วและง่าย สนุก เร้าใจ ลื่นไหลไม่มีสะดุด ซึ่งการจินตนาการฉากบู๊ต้องอาศัยความละเอียดเป็นอย่างมาก แม้จะมีการปะทะกันตลอดเล่มก็ไม่ปรากฏว่ามีฉากไหนที่รู้สึกว่าซ้ำซากเลย นั่นแปลว่าผู้เขียนต้องใช้พลังสมองคิดถึงการเคลื่อนไหวที่สดใหม่อยู่ตลอด และผู้เขียนสามารถตึงความสามารถพิเศษของตัวละครมาใช้ในการต่อสู้เฉพาะตัวเฉพาะแบบได้เป็นอย่างดี

5. มิตรภาพ - ความสัมพันธ์ของตัวละครใน the White Road เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆในเรื่องของมิตรภาพ การให้เกียรติและให้อภัยตลอดจนการผูกมิตรกับศัตรู ไม่มีใครแพ้ชนะถาวร มีแต่ความร่วมมือไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และบางครั้งตัวละครที่เคยถูกรังเกียจกลับกลายเป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือ ผู้เขียนได้ให้ความสำคัญกับตัวละครทุกตัว และผู้เขียนไม่ได้พร่ำสอนศีลธรรมด้วยการแทรกคำคมลงไปในนิยายแต่แทรกอยู่ในการกระทำของตัวละคร ทำให้ผู้อ่านไม่รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด

6. จังหวะในการคลายปริศนา - จากการอ่านเล่มก่อนๆมีการปูเนื้อเรื่องโดยค่อยๆให้ปริศนามาทีละอย่างสองอย่่าง เมื่อมาถึงเล่มสุดท้ายของภาคนี้การคลายปริศนารวดเดียวของตัวร้ายทำให้ต้องตามอ่านแบบวางไม่ลงและอ่านอย่างแทบจะลืมหายใจ แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมตัวร้ายจะต้องเสียเวลามาอธิบายปริศนาทั้งหมดแต่ความอยากรู้ที่ผู้เขียนจัดไว้ทำให้หยุดอ่านไม่ได้เลย ต้องชมว่าผู้เขียนทำได้ดีมากๆในเล่มนี้ซึ่งนับจากหนังสือ "รหัสลับดาวินชี" แล้วก็ยังไม่มีนิยายเล่มไหนทำให้เราวางไม่ลงได้เท่าเล่มนี้

7. พลิกล็อกทะลุโลก - ผู้เขียนมีชั้นเชิงอย่างมากในการหลอกผู้อ่านให้มีอารมณ์ร่วมแล้วพลิกเรื่องให้เป็นไปอีกทางหนึ่ง โดยผู้อ่านไม่สามารถคาดเดาได้ ซึ่งก็ทำให้เรื่องราวสนุกมากๆ นอกจากนี้กุญแจสำคัญของเรื่องที่ผู้เขียนทำให้กลายเป็นเป็นปริศนาก็เป็นเรื่องที่สำคัญต่อความเป็นไปของสามโลกจริงๆจนผู้อ่านต้องลุ้นตามว่าผลจะเป็นอย่างไรจริงๆ และตอนจบของภาคนี้ก่อนที่จะดำเนินเรื่องต่อไปในภาค 3 ก็ทำให้ผู้อ่านอยากติดตามจริงๆว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

เรียกได้ว่า the White Road ภาค2 เล่ม5 นี้เป็นผลงานชิ้นที่ชอบมากที่สุดในบรรดานิยายเล่มต่างๆของผู้เขียน ไม่ว่าจะเป็นเล่มก่อนหน้าหรือเล่มใหม่กว่าหรือ rewrite ก็ต้องถือว่าเล่มนี้เป็นเล่มที่ลงตัวที่สุด อยากให้ผู้เขียนกลับมายึดแนวทางนี้ สไตล์นี้ บรรยากาศนี้ หากว่าจะมีการ rewrite ตามที่ได้ประกาศ ก็ขอให้คงจุดเด่นในด้านต่างๆที่เสนอมาเอาไว้ ทั้งนี้ไม่ได้บอกว่าหนังสือเล่มอื่นๆที่ตามมาของผู้เขียนไม่แสดงถึงพัฒนาการ แต่รู้สึกได้ถึงความพยายามมากเกินไปและไม่เป็นธรรมชาติ ต่างจาก the White Road เล่มนี้ ที่สนุกเพราะเขียนด้วยความสนุก เขียนจากธรรมชาติของผู้เขียนจริงๆ และไม่ฝืนความรู้สึกด้วยการสอดแทรกคำคมมากเกินไป ขอเป็นหนึ่งในความเห็นที่เกิดขึ้นหลังจากอ่านนิยายเล่มล่าสุดของผู้เขียนเปรียบเทียบกัน หากทำให้ผู้เขียนลำบากใจก็ต้องขออัยมา ณ ที่นี้

Comment

Comment:

Tweet